Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

ตลาดคืออะไร

ตลาดไท

ตลาดพลอยเมืองจันทบุรี

ตลาดพระ

ตลาดสามชุก

นายปรีชา จาตุรงค์เสรีกุล เผย  

ถูกกลุ่มชายฉกรรจ์บุกรื้อเต็นท์และแผงค้าภายในตลาดปัฐวิกรณ์ 


                 เจ้าของตลาดปัฐวิกรณ์ แจ้งความเอาผิดกลุ่มชายฉกรรจ์บุกรื้อทำลายข้าวของในตลาด แถมเอาปืนจ่อหัว รปภ.ที่ดูแล ยันซื้อตลาดมากว่า 100 ล้าน ตั้งแต่ปี 47 และศาลสั่งให้ครอบครองถูกต้องตามกฎหมาย

                       วันนี้ (11 ม.ค.) เมื่อเวลา 13.00 น. ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่ามีกลุ่มชายฉกรรจ์บุกเข้ามารื้อตลาดปัฐวิกรณ์ ถนนนวมินทร์ แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กทม. จึงเดินทางมาตรวจสอบพบ นายปรีชา จาตุรงค์เสรีกุล อายุ 52 ปี ที่ปรึกษาประธานรัฐสภา และประธานฝ่ายบริหารลูกค้าสัมพันธ์ของบริษัท แกรนด์สปอร์ต กรุ๊ป จำกัด ซึ่งได้รับการเปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น.ที่ผ่านมา ได้มีกลุ่มชายฉกรรจ์กว่า 100 คน พร้อมอาวุธครบมือบุกมารื้อเต็นท์และแผงค้าภายในตลาดปัฐวิกรณ์ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวไม่ใช่ในส่วนที่ตนดูแลอยู่ จากนั้นกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณ 30 คนได้ล้ำเข้ามาที่ตลาดสดฝั่งที่ตนดูแล พร้อมกับใช้อาวุธปืนจ่อที่หัวของ รปภ.ที่ดูแลตลาด และรื้อเต็นท์บางส่วนที่อยู่ในพื้นที่ตน

       นายปรีชากล่าวต่อไปว่า จากนั้นมีลูกน้องของตนวิ่งมารายงานให้ตนทราบ ตนจึงนำคนจำนวนหนึ่งที่ควบคุมตัวไว้ได้ไปส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บึงกุ่ม พร้อมกับนำทนายความซึ่งเป็นตัวแทนของตนเข้าแจ้งความว่ากลุ่มชายฉกรรจ์ที่รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ตลาดในข้อหาบุกรุก ทำให้เสียทรัพย์ ข่มขู่ กรรจโชกทรัพย์ และปล้นทรัพย์ ซึ่งจะดำเนินการให้ถึงที่สุด   

        “สำหรับตลาดดังกล่าว ผมได้ซื้อมาจาก บบส.ตั้งแต่ปี 2547 อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ภายใต้ชื่อบริษัท แกรนด์เฮ้าส์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ซึ่งมีเนื้องที่ 14 ไร่ ในราคากว่า 100 ล้านบาท หลังเจ้าของเก่าหมดอำนาจในการบริหารงาน เนื่องจากบริหารงานแบบไม่ถูกต้องตามกฎหมาย หลังจากนั้นทางเจ้าของเก่าได้ยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อขอคุ้มครอง จนถึงที่สุดศาลเห็นว่าไม่สามารถคุ้มครองต่อไปได้ จึงได้ยกเลิกคุ้มครองเมื่อวันที่ 1ก.ย.52 และ ในวันที่ 15 ก.ย.52 ศาลจึงพิพากษาให้ตลาดตกเป็นของตน

       นายปรีชากล่าวต่อไปอีกว่า พื้นที่ที่ตนซื้อไว้นั้นเป็นพื้นที่ว่างด้านหลังตลาด ซึ่งตนจะนำไปสร้างสนามฟุตบอล และมีส่วนที่เป็นพื้นที่ตลาดสดติดมาด้วย ส่วนที่เป็นตลาดสำหรับเช่าขายของนั้นที่ตั้งอยู่ส่วนหน้าไม่ใช่ของตน คาดว่าผู้บริหารชุดเก่าน่าจะเสียผลประโยชน์จากรายได้ของตลาดจึงได้เข้ามาก่อกวน ทั้งที่จริงแล้วไม่น่าเกี่ยวกับพื้นที่ตนเลย แต่กลุ่มชายฉกรรจ์ดังกล่าวกลับรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ และยังทำความเดือดร้อนให้อีกต่างหาก ซึ่งในส่วนนี้ตนยอมไม่ได้ จึงต้องเอาเรื่องให้ถึงที่สุด

เตือนผู้สูงวัย ควรหลีกไกล”ไปรษณีย์-ตลาดสด”    

โดย ผู้จัดการออนไลน์    

 

 

บ่อยครั้งที่พื้นของตลาดสดเฉอะแฉะ ง่ายต่อการลื่นหกล้ม

        บังคับใช้มาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ปี สำหรับ กฎกระทรวงกำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารสำหรับผู้พิการทุพพลภาพและคนชรา พ.ศ.2548 จะเห็นได้ว่าอาคารหลังใหม่ที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดกลางเมืองหลวง และนอกเขตเมืองหลวงต่างปฏิบัติตามกฎเหล่านี้อย่างเคร่งครัด มีทั้งราวจับทางเดิน ราวจับในห้องน้ำ ลิฟต์ ทางลาด ป้ายสัญลักษณ์ ฯลฯ เพื่อให้ตรงตามที่กฎหมายกำหนด

       อย่างไรก็ดี กฎกระทรวงดังกล่าวกลับปรากฏช่องโหว่ช่องใหญ่ ที่ส่งผลให้มันกลายเป็นเพียงเสือกระดาษ ไม่สามารถอำนวยประโยชน์และความสะดวกสบายแก่ผู้สูงอายุได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากกฎหมายดังกล่าวระบุว่าจะใช้บังคับได้เฉพาะอาคารที่ปลูกสร้างตั้งแต่วันที่ 1 กย. 2548 เป็นต้นไป ไม่สามารถบังคับใช้ย้อนหลังได้ ขณะที่ความผูกพันของผู้สูงอายุกับสถานที่ต่าง ๆ นั้น พบว่าส่วนใหญ่มักเป็นอาคารหลังเก่าที่ปลูกสร้างมาก่อนวันบังคับใช้กฎหมายแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น วัด สถานีอนามัย สถานีตำรวจ ตลาดสดใกล้บ้าน หน่วยงานราชการในท้องถิ่น

        เมื่อสถานที่ที่คนชราคุ้นเคยไม่อยู่ในการควบคุม-บังคับใช้ของกฎหมาย สิ่งที่ตามมาก็คือ การเกิดอุบัติเหตุในวัยชรา ซึ่งมีสูงถึง 12 เปอร์เซ็นต์ โดยในจำนวนนี้ เป็นอุบัติเหตุที่เกิดจากการพลัดตก หกล้มมากเป็นอันดับหนึ่ง 35 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาเป็นอุบัติเหตุจากการจราจร 22.1 เปอร์เซ็นต์ (อ้างอิงข้อมูลจากโครงการสำรวจอาคาร สถานที่สาธารณะที่เป็นมิตรสำหรับผู้สูงอายุ)   

       ขณะที่ตัวเลขของปัญหาเดียวกันจากสหรัฐอเมริกาก็ไม่ได้แตกต่างกันแต่อย่างใด เมื่อพบว่า ผู้สูงอายุในสหรัฐอเมริกาที่มีอายุมากกว่า 65 ปีนั้นมีโอกาสเกิดอุบัติเหตุได้มากกว่าคนทั่วไปถึง 5 เท่า และเป็นการหกล้มนอกบ้านเสีย 65 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว ขณะที่อีก 35 เปอร์เซ็นต์เป็นการหกล้มในบ้าน

ฟุตบาทก็มักจะเต็มไปด้วยแผงลอยต่าง ๆ วางเกะกะทางเดิน

       การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุดังที่กล่าวมา นอกจากจะสร้างความทุกข์ทรมานทางร่างกาย เช่น อาจทำให้ผู้สูงอายุพิการ หรือมีโรคแทรกซ้อนได้แล้ว ยังมีผลกระทบต่อจิตใจ และสมาชิกคนอื่น ๆ ในครอบครัว เช่น บุตรหลาน ญาติสนิทมิตรสหายอีกด้วย ผู้สูงอายุหลายท่านอาจไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ และทำให้การใช้ชีวิตเป็นไปอย่างลำบากมากขึ้น

        รศ. ไตรรัตน์ จารุทัศน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเคหการ (Housing Development) แห่งภาควิชาการเคหการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าทีมนักวิจัยจากโครงการสำรวจอาคาร สถานที่สาธารณะที่เป็นมิตรสำหรับผู้สูงอายุ เปิดเผยว่า จากการศึกษาความต้องการของผู้สูงอายุในการเข้าใช้สถานที่ต่าง ๆ นั้น ส่วนใหญ่เป็นสิ่งใกล้ตัวมาก ๆ เช่น วัด สวนสาธารณะ ตลาดสดใกล้บ้าน อาคารของทางราชการในท้องถิ่น ฯลฯ ซึ่งผลการสำรวจพบว่า สถานที่ส่วนใหญ่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านความปลอดภัย หรือไม่เป็นไปตามกฎกระทรวง

       “อาคารที่ไม่ผ่านเกณฑ์ส่วนใหญ่เป็นของทางราชการ ซึ่งค่อนข้างเก่าและพบว่าไม่ปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุในหลายจุด เช่น ไม่มีราวจับทางเดิน หรือหากมีแต่ก็ไม่เป็นไปตามมาตรฐานกำหนด ทางลาดสำหรับรถเข็นได้รับการออกแบบไม่ถูกต้อง มีความชันมากเกินไป ขาดป้าย-สัญลักษณ์ เป็นต้น”

       การสำรวจครั้งนี้ ทีมวิจัยได้ลงพื้นที่สำรวจตัวอย่างอาคารทั้งภายในและภายนอกในเขตกรุงเทพชั้นใน กรุงเทพชั้นกลาง และกรุงเทพชั้นนอก ได้แก่ จตุจักร ราชเทวี บางแค และลาดกระบัง โดยแบ่งออกเป็น อาคารราชการ 18 แห่ง สำนักงานเขต 4 แห่ง สถานีตำรวจนครบาล 4 แห่ง ที่ทำการไปรษณีย์ 3 แห่ง สวนสาธารณะ 2 แห่ง ศาล 1 แห่ง สถานีอนามัยและโรงพยาบาลของรัฐ 4 แห่ง อาคารเอกชน 4 แห่ง โรงพยาบาลเอกชน 1 แห่ง ห้างสรรพสินค้า 6 แห่ง ตลาดสด 4 แห่ง อาคารขนส่งมวลชน 6 แห่ง (BTS และ MRT) และสุดท้ายคือวัด 2 แห่ง

หญิงชราต้องนั่งรถเข็นสวดมนต์อยู่ด้านนอกของตัวโบสถ์ เนื่องจากไม่สามารถขึ้นไปด้านในได้ 

         สิ่งอำนวยความสะดวกภายนอกอาคารที่คณะวิจัยได้ทำการสำรวจมีตั้งแต่ที่จอดรถ ทางลาด ราวจับ บันได ป้ายสัญลักษณ์ ทางเดินทางเชื่อม และประตู ซึ่งก็พบว่า ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ (BTS และ MRT) ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้มากเป็นอันดับหนึ่ง ขณะที่ ที่ทำการไปรษณีย์ และตลาดสด ไม่ผ่านเกณฑ์ตามกฎหมายเลยแม้แต่ข้อเดียว

       สำหรับปัญหาที่ทำให้อาคาร-สถานที่ต่าง ๆ ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานนั้น ยกตัวอย่างเช่น การไม่กำหนดจุดจอดรถสำหรับคนชรา หรือคนพิการในอาคารสถานที่ให้เหมาะสมตามที่กฎหมายกำหนด การขาดป้าย-สัญลักษณ์สำหรับผู้สูงอายุในตำแหน่งที่เหมาะสม ตำแหน่งที่ติดตั้งป้ายไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน หรือไม่มีแสงไฟส่องทั้งกลางวันกลางคืน ประตูอาคารเปิดปิดได้ยาก และมีขนาดไม่กว้างพอ เป็นต้น

       ขณะที่การสำรวจสิ่งอำนวยความสะดวกภายในอาคารนั้น คณะวิจัยได้สำรวจสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ เช่น ทางลาด ราวจับ บันได ป้ายสัญลักษณ์ ประตู ลิฟต์ ห้องส้วม และอ่างล้างมือ พบว่า ห้างสรรพสินค้า สถานีอนามัย และโรงพยาบาลของรัฐมีความพร้อมมาเป็นอันดับต้น ๆ ส่วนสถานที่ไม่มีความพร้อมได้แก่ สวนสาธารณะ และตลาดสด   

       เพื่อเป็นการรณรงค์ให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนเห็นความสำคัญในประเด็นดังกล่าวมากขึ้น ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติ มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย และหน่วยวิจัยสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้จัดให้มีการประกวด “อาคารสถานที่ที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ ประจำปี 2551 โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภทได้แก่ วัด, สวนสาธารณะ และตลาด ขึ้นด้วย ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ 02-218-4355-8 หรือ tgri.thainhf.org

แบบสอบถามความพึงพอใจ 

สามชุกตลาดร้อยปี ตำบลสามชุก อำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี

ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม (กรุณาทำเครื่องหมายถูกหน้าข้อความต่อไปนี้)

 

1.   เพศ              …ชาย                …หญิง       

2.  อายุ              …15-25 ปี         …26-35 ปี        …36-45 ปี           …46 ปีขึ้นไป    

 

ตอนที่ 2 ความพึงพอใจในการให้บริการ  ( กรุณาทำเครื่องหมายถูกหน้าข้อความที่ตรงกับความคิดเห็นของท่านมากที่สุด)  

รายการ มากที่สุด(5) มาก(4) ปานกลาง(3) น้อย(2) น้อยที่สุด(1)
1.   ด้านการให้บริการของผู้ขาย 
   1.1  ให้บริการให้ด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใส          
   1.2   ให้คำแนะนำและตอบข้อซักถามอย่างชัดเจน          
   1.3   ให้บริการด้วยความสะดวก  รวดเร็ว          
   1.4   ดูแลเอาใจใส่  กระตือรือร้น เต็มใจให้บริการ          
   1.5   พูดจาไพเราะ สุภาพและเป็นมิตร          
2.   ด้านสถานที่และบรรยากาศ
    2.1  มีการอนุรักษ์ศิลปะสถาปัตยกรรม          
    2.2  เป็นแหล่งสังคมแห่งการเรียนรู้ต้นแบบ          
    2.2  มีการฟื้นฟูและพัฒนากิจกรรมและแหล่งท่องเที่ยวของชุมชน           
    2.3  ทำให้รำลึกถึงอดีต          
3.   ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก    
   3.1   สถานที่ให้บริการสะอาด เป็นระเบียบ          
   3.2   มีที่นั่งพักสำหรับผู้มาติดต่อ          
   3.4   มีโทรศัพท์สาธารณะให้บริการ          
   3.5   มีห้องน้ำที่สะอาด          
   3.6   มีสถานที่จอดรถเพียงพอ          
4.  โดยภาพรวมทั้งหมดท่านมีความพึงพอใจอยู่ในระดับใด          

 

ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม    ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

ขอขอบพระคุณทุกท่านที่กรุณาตอบแบบสอบถาม

สรุปสาระสำคัญร่างพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ 

1. โครงสร้างองค์กรกำกับตลาดทุน

                1.1 คณะกรรมการ ก.ล.ต. มีอำนาจหน้าที่หลักในด้านการวางนโยบายและส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุนในภาพรวมเช่นเดียวกับโครงสร้างปัจจุบัน แต่คณะกรรมการ ก.ล.ต.จะออกกฎเกณฑ์ ระเบียบ และข้อบังคับเฉพาะในเรื่องที่เป็นนโยบายเท่านั้น

                                (1) คณะกรรมการ ก.ล.ต. ประกอบด้วย ประธานกรรมการ ก.ล.ต.ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งตามคำแนะนำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 4-6 คน ซึ่งต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิด้านกฎหมาย บัญชี และการเงินอย่างน้อยด้านละ 1 คน ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งโดยผ่านกระบวนการคัดเลือก และมีเลขาธิการเป็นกรรมการและเลขานุการ

                                (2) ปรับปรุงคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามบางประการ เช่น กำหนดห้ามผู้บริหารกิจการที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลตามกฎหมายหลักทรัพย์เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ ก.ล.ต.                                               (3) ในการคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ ก.ล.ต.กำหนดให้ประธานกรรมการและกรรมการโดยตำแหน่งร่วมกันเสนอชื่อต่อคณะกรรมการคัดเลือกจำนวน 2 เท่าของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่จะแต่งตั้งเพื่อดำเนินการพิจารณาคัดเลือก และให้เสนอชื่อต่อรัฐมนตรีเพื่อแต่งตั้ง

                                (4) คณะกรรมการคัดเลือกประกอบด้วยกรรมการคัดเลือกจำนวน 7 คน ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากรัฐมนตรี โดยเลือกจากบุคคลที่เคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลังปลัดกระทรวงพาณิชย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการก.ล.ต.

                                (5) ประธานกรรมการ ก.ล.ต. และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี และได้รับการแต่งตั้งได้ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน ทั้งนี้ เมื่อครบ 2 ปี นับแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 คน (ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนกฎหมายใหม่มีผลใช้บังคับ และได้รับการแต่งตั้งใหม่จากผลการจับสลาก) พ้นจากตำแหน่ง ทำให้มีการเหลื่อมวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิไปตลอด

                1.2 คณะกรรมการกำกับตลาดทุน มีอำนาจหน้าที่ในด้านการออกกฎเกณฑ์ในระดับปฏิบัติตามที่กฎหมายกำหนด (จะมีการกำหนดไว้ชัดเจนในกฎหมายว่าเรื่องใดเป็นอำนาจของคณะกรรมการกำกับตลาดทุน) คณะกรรมการกำกับตลาดทุน มีเลขาธิการเป็นประธาน 2 คน รองเลขาธิการที่ได้รับมอบหมาย 1 คน ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังหรือรองผู้อำนวยการที่ได้รับมอบหมาย 1 คน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งโดยผ่านการคัดเลือก อีกไม่เกิน 4 คน ทั้งนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 คน ต้องมีประสบการณ์ในการบริหารกิจการบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือบริษัทหลักทรัพย์

                                (1) กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกำกับตลาดทุนในทำนองเดียวกับกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ ก.ล.ต.

                                (2) ในการคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กำหนดให้ประธานกรรมการ ก.ล.ต. ร่วมกับเลขาธิการเสนอชื่อผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 2 เท่าของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่จะแต่งตั้ง ทั้งนี้ กระบวนการคัดเลือกจะมีลักษณะทำนองเดียวกับกรณีของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ ก.ล.ต. ดังที่ได้กล่าวแล้วข้างต้น

                                (3) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการกำกับตลาดทุนมีวาระการดำรงตำแหน่งของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิกำหนดไว้ให้ดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี และได้รับ การแต่งตั้งได้ไม่เกิน 2 วาระ ในวาระแรกเมื่อผ่านไป 2 ปีจะมีการจับสลากออกจำนวนกึ่งหนึ่ง เพื่อให้มีการเหลื่อมวาระการดำรงตำแหน่งไปตลอด

                                (4) กรรมการกำกับตลาดทุนต้องรายงานการถือหลักทรัพย์ของตน

คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะในขณะที่เข้ารับตำแหน่ง

                1.3 สำนักงาน เป็นองค์กรปฏิบัติการและใช้บังคับกฎหมาย ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงที่มาของเลขาธิการ โดยกำหนดให้คณะกรรมการ ก.ล.ต. เป็นผู้เสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสมที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขาธิการต่อรัฐมนตรี ซึ่งจะให้คำแนะนำต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อมีมติแต่งตั้งเลขาธิการต่อไป ในการนี้ ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการตรวจสอบซึ่งคณะกรรมการ ก.ล.ต. แต่งตั้ง จำนวน 3-5 คน และต้องมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ ก.ล.ต. อย่างน้อย 2 คน เป็นกรรมการ มีอำนาจหน้าที่ในการทบทวนและให้ความเห็นเกี่ยวกับระบบควบคุมภายในของสำนักงานต่อคณะกรรมการ ก.ล.ต. สอบทานรายงานเกี่ยวกับฐานะการเงินและผลการดำเนินการของสำนักงาน และประสานงานกับสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นต้น

                1.4 คณะกรรมการตรวจสอบ มีอำนาจหน้าที่ในการทบทวนและให้ความเห็นต่อคณะกรรมการ ก.ล.ต. เกี่ยวกับระบบควบคุมภายใน สอบทานรายงานการเงินและข้อมูลทางการเงินของสำนักงาน ประสานงานกับ สตง. ในเรื่องการตรวจสอบงบการเงิน ทบทวนและสอบทานการปฏิบัติตามกฎระเบียบ กำกับดูแลหน่วยงานตรวจสอบภายใน และตามที่ได้รับหน้าที่จากคณะกรรมการ ก.ล.ต. คณะกรรมการตรวจสอบแต่งตั้งโดยคณะกรรมการ ก.ล.ต. จำนวนสามถึงห้าคน โดยในจำนวนนี้ต้องมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นคณะกรรมการ ก.ล.ต. อย่างน้อยสองคน

                1.5 คณะกรรมการคัดเลือก ให้คณะกรรมการคัดเลือกกำหนดระเบียบว่าด้วยการเสนอรายชื่อ

การพิจารณา และการคัดเลือกกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ ก.ล.ต. หรือ 3 ในคณะกรรมการกำกับตลาดทุน คณะกรรมการคัดเลือกให้แต่งตั้งจากบุคคลซึ่งเคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงการคลังปลัดกระทรวงพาณิชย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการ ก.ล.ต.

 

2. การเสนอขายหลักทรัพย์

                2.1 กำหนดให้การเสนอขายหลักทรัพย์ที่ออกใหม่จะกระทำได้ต่อเมื่อ ได้รับอนุญาต และได้เปิดเผยข้อมูลในการเสนอขายหลักทรัพย์ต่อสำนักงานแล้ว และภายหลัง การเสนอขายต้องมีการเปิดเผยข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าผู้ออกหลักทรัพย์นั้นจะจัดตั้งขึ้นในรูปแบบใด และเป็นผู้ออกหลักทรัพย์ตามกฎหมายไทยหรือกฎหมายต่างประเทศ เพื่อให้การกำกับดูแลในเรื่องดังกล่าวมีความชัดเจน สามารถรองรับการระดมทุนของนิติบุคคลที่มีการจัดตั้งขึ้นในรูปแบบใหม่ และการระดมทุนของผู้ออกหลักทรัพย์จากต่างประเทศที่มีรูปแบบการจัดตั้งที่แตกต่างไปจากกฎหมายไทยได้

                2.2 กำหนดข้อยกเว้นสำหรับการเสนอขายหลักทรัพย์บางลักษณะ ให้สามารถกระทำได้ เช่น การเสนอขายหลักทรัพย์ที่ถือว่าไม่มีความเสี่ยง ซึ่งรวมถึง ตั๋วเงินคลังพันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย หรือหลักทรัพย์อันเป็นตราสารแห่งหนี้ที่มีกระทรวงการคลังค้ำประกันทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยเต็มจำนวน เป็นต้น

3. การคุ้มครองผู้ให้เบาะแสเกี่ยวกับการกระทำความผิด

                3.1 กำหนดข้อห้ามมิให้บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทที่ออกหลักทรัพย์เสนอขายต่อประชาชน และบริษัทจดทะเบียน กลั่นแกล้งหรือปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมต่อพนักงาน ลูกจ้างหรือบุคคลที่รับจ้างทำงานให้บริษัท (เช่น ที่ปรึกษา หรือผู้สอบบัญชี เป็นต้น) ด้วยเหตุที่บุคคลนั้นให้เบาะแสเกี่ยวกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ แก่คณะกรรมการ ก.ล.ต. คณะกรรมการกำกับตลาดทุน หรือสำนักงาน โดยสุจริต

                3.2 บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทที่ออกหลักทรัพย์ หรือบริษัทจดทะเบียน

รวมทั้งกรรมการ ผู้จัดการ หรือผู้รับผิดชอบในการดำเนินการของบริษัทดังกล่าวที่ฝ่าฝืนข้อห้าม

มีโทษอาญา

4. ข้อกำหนดเกี่ยวกับการบริหารกิจการของบริษัทจดทะเบียน

                4.1 กำหนดให้กรรมการและผู้บริหารต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบความระมัดระวัง และความซื่อสัตย์สุจริต โดยกำหนดบทคุ้มครอง (safe harbor) ในเรื่องความรับผิดชอบและความระมัดระวัง ให้แก่กรรมการและผู้บริหารที่คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของบริษัทตัดสินใจโดยอาศัยข้อมูลที่เชื่อโดยสุจริตว่าเพียงพอ มีจุดมุ่งหมายโดยชอบและเหมาะสม และไม่มีผลประโยชน์ขัดแย้งและในส่วนของความซื่อสัตย์สุจริตนั้น คุ้มครองกรรมการและผู้บริหารที่คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของบริษัท และไม่มีผลประโยชน์ขัดแย้ง นอกจากนี้ในการพิจารณาเรื่องความรับผิดชอบและความระมัดระวัง ให้คำนึงถึงตำแหน่งในบริษัท ขอบเขตความรับผิดชอบ และคุณสมบัติด้านความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ รวมทั้งวัตถุประสงค์ของการแต่งตั้งกรรมการหรือผู้บริหารประกอบด้วย

                4.2 กำหนดให้กรรมการและผู้บริหารต้องร่วมกันรับผิดทางแพ่งต่อผู้ลงทุน

ในกรณีที่มีการเปิดเผยข้อมูลเป็นเท็จหรือขาดข้อมูลในสาระสำคัญในเอกสารที่เปิดเผยต่อผู้ลงทุน

เป็นการทั่วไป ได้แก่ หนังสือนัดประชุมผู้ถือหุ้น งบการเงินและรายงานเกี่ยวกับฐานะการเงิน และ

ผลการดำเนินงานของบริษัท และความเห็นของกิจการต่อคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ เว้นแต่ กรรมการ

หรือผู้บริหารดังกล่าวจะพิสูจน์ได้ว่าโดยตำแหน่งหน้าที่ ตนไม่อาจล่วงรู้ถึงความแท้จริงของข้อมูล

หรือการขาดข้อมูลที่ควรต้องแจ้งนั้น

                4.3 กำหนดข้อห้ามมิให้กรรมการหรือผู้บริหารที่ประมาทเลินเล่ออย่าง

ร้ายแรงหรือทุจริต อ้างมติคณะกรรมการบริษัทหรือมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น ที่อนุมัติหรือให้สัตยาบัน

ในเรื่องใด มาทำให้ตนเองหลุดพ้นจากความรับผิด โดยการกระทำที่ถือว่าเป็นการกระทำโดยทุจริต

หรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ได้แก่ การขอมติคณะกรรมการหรือที่ประชุมผู้ถือหุ้นโดยแสดง

ข้อความที่เป็นเท็จในสาระสำคัญ หรือปกปิดข้อความจริงที่ควรบอกให้แจ้งในสาระสำคัญ กรณีที่

เกี่ยวข้องกับการเบียดบังเอาทรัพย์สินหรือประโยชน์ของบริษัท และกรณีที่เกี่ยวข้องกับการแสวงหา

ประโยชน์จากทรัพย์สินของบริษัท

                4.4 กำหนดให้คณะกรรมการต้องจัดให้มีเลขานุการบริษัทรับผิดชอบ

ในการจัดทำและเก็บรักษาเอกสาร รวมทั้งเก็บรักษารายงานการมีส่วนได้เสียที่รายงานโดยกรรมการ

หรือผู้บริหาร โดยที่บริษัทต้องจัดให้มีระบบการจัดเก็บข้อมูลที่เปิดเผยต่อประชาชนผู้ลงทุนที่ได้

กล่าวไว้ใน 4.2 ไว้เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 5 ปี เพื่อให้สำนักงานสามารถตรวจสอบได้ ทั้งนี้

เลขานุการจะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ความระมัดระวัง และความซื่อสัตย์สุจริต

รวมทั้งต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ ข้อบังคับของบริษัท มติคณะกรรมการ

ตลอดจนมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งถ้าไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษปรับ กรณีทุจริตจะมีโทษจำคุก

                4.5 กำหนดให้การทำรายการเกี่ยวโยงระหว่างกรรมการและผู้บริหารกับ

บริษัทหรือบริษัทย่อย ตลอดจนรายการที่มีนัยสำคัญต่อบริษัทอันได้แก่ การได้มาหรือจำหน่ายไป

ซึ่งสินทรัพย์ของบริษัทหรือบริษัทย่อย ต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท ตาม

หลักเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งถ้าไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด เช่นไม่ได้จัดประชุมผู้ถือหุ้น หรือไม่ได้

ปฏิบัติตามเกณฑ์ หรือใช้ข้อมูลที่ล่วงรู้มาเพื่อประโยชน์ของตนเอง หรือการใช้ทรัพย์สินหรือโอกาส

ทางธุรกิจของบริษัทในลักษณะที่เป็นการฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ ให้สันนิษฐานว่าเป็นการขัดหรือแย้งกับ

ประโยชน์ของบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ในเรื่องการทำรายการเกี่ยวโยงกัน หรือการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์ซึ่งใช้แนวทางเดียวกับหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยใน

ปัจจุบันในระยะแรก

                4.6 กำหนดให้ผู้ถือหุ้นคนเดียวหรือหลายคนที่ถือหุ้นรวมกันตั้งแต่ร้อยละ 5 ขึ้นไปของสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัท

                                (1) สามารถใช้สิทธิฟ้องแทนบริษัทเพื่อเรียกประโยชน์ที่กรรมการผู้บริหาร หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องได้รับไปโดยมิชอบ คืนให้แก่บริษัทได้ ทั้งยังกำหนดให้ศาลมีดุลพินิจในการสั่งให้บริษัทชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้กับผู้ถือหุ้นตามสมควรด้วย

                                (2) เสนอเรื่องเพื่อบรรจุเป็นวาระการประชุมผู้ถือหุ้นที่กำลังจะจัดขึ้นได้โดยให้คณะกรรมการปฏิเสธการบรรจุเรื่องดังกล่าวได้ หากมีเหตุผลสมควรตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย

                4.7 กำหนดให้การส่งหนังสือนัดประชุมผู้ถือหุ้น และการชักชวนที่เป็นการทั่วไป ให้ผู้ถือหุ้นมอบฉันทะให้ไปประชุมและออกเสียงลงคะแนนในการประชุมผู้ถือหุ้น (proxy solicitation) ต้องมีการเปิดเผยข้อมูลตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยคณะกรรมการกำกับตลาดทุน เพื่อให้ผู้ถือหุ้นมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ

5. หน้าที่ของผู้สอบบัญชีในการแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิด

                กำหนดให้ผู้สอบบัญชีของบริษัทหลักทรัพย์ บริษัทที่ออกหลักทรัพย์เสนอขายต่อประชาชน และบริษัทจดทะเบียน มีหน้าที่แจ้งต่อคณะกรรมการตรวจสอบของบริษัท ในกรณีที่มีพฤติการณ์ที่มีเหตุอันควรสงสัยว่า กรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินการของบริษัทดังกล่าวกระทำความผิดเกี่ยวกับการบริหารงานอันเป็นการฉ้อฉล (Corporate fraud) และให้คณะกรรมการตรวจสอบดำเนินการตรวจสอบและรายงานผลต่อสำนักงานภายใน 30 วันนับแต่ได้รับแจ้ง หากคณะกรรมการตรวจสอบไม่แจ้งต่อสำนักงานภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ผู้สอบบัญชีต้องแจ้งให้สำนักงานทราบ ทั้งนี้ ผู้สอบบัญชีหรือ

คณะกรรมการตรวจสอบที่ไม่แจ้งพฤติการณ์ดังกล่าวต้องระวางโทษปรับ

6. การให้ความคุ้มครองทรัพย์สินของลูกค้า และเสริมสร้างความเชื่อมั่น ให้แก่ผู้ลงทุนในระบบการส่งมอบและชำระราคาในการซื้อขายหลักทรัพย์

                6.1 ในกรณีที่บริษัทหลักทรัพย์ตกเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา ถูกศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ หรือถูกทางการสั่งระงับการดำเนินกิจการ ทรัพย์สินของลูกค้าของบริษัทหลักทรัพย์จะได้รับความคุ้มครอง ไม่ถูกห้ามจำหน่าย จ่าย โอน และไม่อยู่ในข่ายแห่งการบังคับคดี

                6.2 กรณีที่สมาชิกของสำนักหักบัญชีล้มละลาย จะไม่กระทบต่อรายการซื้อขายผ่านบริษัทหลักทรัพย์ดังกล่าว โดยรองรับให้สำนักหักบัญชีทำรายการซื้อขายนั้นต่อไปได้

                6.3 รองรับกรณีที่สำนักหักบัญชีเข้ามาเป็นคู่สัญญาแทนที่ในการซื้อขายหลักทรัพย์มีผลผูกพันตามกฎหมาย และยังเพิ่มบทคุ้มครองทรัพย์สินของสมาชิกของสำนักหักบัญชีรวมทั้งทรัพย์สินของลูกค้าของสมาชิกดังกล่าว ไม่ให้ได้รับผลกระทบในกรณีที่สำนักหักบัญชีตกเป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษา หรือล้มละลาย

7. การปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับธุรกิจหลักทรัพย์

                7.1 บริษัทหลักทรัพย์มี cross-director ได้ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำกับตลาดทุนประกาศกำหนด รวมทั้งยกเลิกข้อห้ามมิให้บริษัทหลักทรัพย์ตั้งหรือยอมให้ผู้จัดการหรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัดซึ่งตนหรือบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัดตามมาตรา 258 (1) – (6) เป็นหุ้นส่วนหรือถือหุ้นอยู่ เข้ามาเป็นหรือทำหน้าที่กรรมการ ผู้จัดการ หรือบุคคลผู้มีอำนาจในการจัดการหรือที่ปรึกษาของบริษัทหลักทรัพย์

                7.2 ลดขั้นตอนการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ (ไม่ต้องขอความเห็นชอบจัดตั้งบริษัทก่อน)

                7.3 กำหนดให้คณะกรรมการกำกับตลาดทุนเป็นผู้มีอำนาจประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการในการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หรือเป็นการซื้อขายหลักทรัพย์นอกตลาดหลักทรัพย์ (ปัจจุบันคณะกรรมการ ก.ล.ต. กำหนดหลักเกณฑ์ซื้อขายนอกตลาดหลักทรัพย์ ในขณะที่คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์กำหนดหลักเกณฑ์ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์)

8. ความสัมพันธ์ระหว่างคณะกรรมการ ก.ล.ต. กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

                กำหนดให้คณะกรรมการ ก.ล.ต. มีอำนาจสั่งให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยออกกฎเกณฑ์ใหม่ แก้ไขหรือยกเลิกกฎเกณฑ์ที่มีอยู่แล้วได้ ในกรณีที่เห็นว่ากฎเกณฑ์ที่มีอยู่อาจก่อให้เกิดความเสียหายหรือกระทบกระเทือนต่อสิทธิประโยชน์ของประชาชน หรือไม่เพียงพอที่จะคุ้มครองหรือรักษาความเชื่อมั่นของผู้ลงทุน ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล

9. การบังคับขายหลักทรัพย์จดทะเบียนที่วางเป็นหลักประกัน

                รองรับให้เจ้าหนี้สามารถเลือกที่จะบังคับชำระหนี้ที่มีหลักทรัพย์จดทะเบียนเป็นหลักประกัน โดยเลือกที่จะขายทอดตลาด หรือจะขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็ได้

10. การขยายขอบเขตของการใช้ระบบไร้ใบหลักทรัพย์ (scripless)

                รองรับให้ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ที่ประกอบการโดยบุคคลอื่นนอกจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สามารถนำระบบไร้ใบหลักทรัพย์ไปใช้ในการรับฝากหลักทรัพย์อันเป็นตราสารแห่งหนี้ได้

11. การใช้ระบบไร้ใบหลักทรัพย์ในกรณีของธนาคารแห่งประเทศไทย

รองรับให้ธนาคารแห่งประเทศไทยนำระบบไร้ใบหลักทรัพย์ไปใช้ ในกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทยประกอบการเป็นศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ สำนักหักบัญชี หรือนายทะเบียนหลักทรัพย์ได้

12. การปรับปรุงหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการ

                12.1 กำหนดหลักเกณฑ์เรื่องการร่วมกันได้มาซึ่งอำนาจควบคุมกิจการ

(Acting in Concert) ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

                12.2 ปรับปรุงหลักเกณฑ์การรายงานการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งหลักทรัพย์

ของกิจการทุกร้อยละ 5 ให้รัดกุมและครอบคลุมประเภทของหลักทรัพย์ได้ครบถ้วนยิ่งขึ้น เนื่องจาก

หลักเกณฑ์ปัจจุบันยังไม่ครอบคลุมหลักทรัพย์บางประเภท เช่น ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์

(derivatives warrant) เป็นต้น

                12.3 กำหนดการกระทำที่เข้าข่ายเป็นการป้องกันการเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อ

ครอบงำกิจการ (anti-takeover) ต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

หากไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ การกระทำนั้นไม่ผูกพันบริษัทและกรรมการต้องรับผิดชอบต่อ

ความเสียหายของบุคคลภายนอกผู้สุจริตและเสียค่าตอบแทน

                12.4 ปรับปรุงการนับรวมหลักทรัพย์ของบุคคลที่เกี่ยวข้องของผู้มีหน้าที่รายงานการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งหลักทรัพย์ของกิจการ และผู้มีหน้าที่ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ของกิจการ ให้รวมถึงผู้มีอำนาจควบคุมบุคคลดังกล่าวด้วย (controlling person) เนื่องจากกฎหมายปัจจุบันกำหนดให้นับรวมหลักทรัพย์ของบุคคลที่อยู่ภายใต้อำนาจควบคุมของบุคคลดังกล่าวเท่านั้น(controlled person)

13. การปรับปรุงระบบการอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง

                ยกเลิกบัญญัติเกี่ยวกับการวินิจฉัยอุทธรณ์ เพื่อให้การอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองของคณะกรรมการ ก.ล.ต. หรือของสำนักงานทั้งหมด เป็นระบบเดียวกันภายใต้กฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง

14. การให้ความช่วยเหลือแก่หน่วยงานในต่างประเทศ

                กำหนดให้สำนักงานมีอำนาจให้ความช่วยเหลือแก่หน่วยงานกำกับดูแล

ตลาดทุนในต่างประเทศ ในการตรวจสอบและให้ข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำความผิดตามที่

หน่วยงานในต่างประเทศนั้นร้องขอ

15. การจ่ายเงินสินบนหรือเงินรางวัล

                กำหนดให้มีการจ่ายเงินสินบนให้แก่ผู้ให้ข้อมูล หรือการจ่ายเงินรางวัลให้แก่ผู้นำจับหรือผู้จับ ในความผิดเกี่ยวกับการปั่นตลาดหรือการซื้อขายหลักทรัพย์โดยใช้ข้อมูลภายใน โดยให้จ่ายจากค่าปรับที่ผู้กระทำความผิดชำระตามคำพิพากษาของศาล หรือตามคำสั่งของคณะกรรมการเปรียบเทียบ ในอัตราไม่เกินร้อยละ 30 ของเงินค่าปรับนั้น ทั้งนี้ กรรมการก.ล.ต. กรรมการกำกับตลาดทุน เลขาธิการ พนักงานและลูกจ้างของสำนักงาน ตลอดจนกรรมการผู้จัดการ และพนักงานของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ไม่มีสิทธิได้รับเงินสินบนหรือเงินรางวัลดังกล่าว

16. การปรับปรุงบทกำหนดโทษอาญา

                ปรับปรุงบทกำหนดโทษของกรรมการ ผู้จัดการ และบุคคลที่รับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคล โดยกำหนดว่าหากผู้กล่าวหาพิสูจน์ได้ว่านิติบุคคลกระทำความผิดกรรมการ ผู้จัดการ และบุคคลที่รับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลจะต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์แก้ตัวว่าตนไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

ตลาดคลองสวน 100 ปี         

      

                ตลาดคลองสวน มีอายุยืนยาวมาถึง 100 ปีเศษ ทำมาค้าขายกันตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ความยาวของตลาดเลียบไปตามริมคลองประเวศน์บุรีรมย์ ยาวประมาณ 1 กิโลเมตร ความยาวกินพื้นที่ระหว่าง 2 จังหวัด คือ ยาวจาก ต.คลองสวน อ.ท่าบ่อ จ.สมุทรปราการ กับ ต.เทพราช อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา เป็นชุมชนที่หลากหลายวัฒนธรรม เพราะมีทั้งชาวไทย ชาวจีน ไทยมุสลิม รามัญ เขมร ที่จับจองที่ดินสองฝั่งคลองเป็นที่ทำกิน ค้าขาย

     

                เมื่ออดีตตลาดคลองสวนเป็นจุดแวะพักและเป็นศูนย์รวมของชุมชน จุดแลกเปลี่ยนสินค้าและเป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญและสะดวกที่สุด จะเห็นได้จากสิ่งปลูกสร้าง โรงเจ วัด และสุเหร่าที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยจีน, ชาวไทยพุทธ, ชาวไทยมุสลิมจะอยู่บริเวณใกล้เคียงกันและอยู่ร่วมกันอย่างสงบ หากมีงานกุศล เช่น การขุดคลอง ทำถนนต่างก็จะมาร่วมแรงร่วมใจพัฒนาสาธารณูปโภคร่วมกัน และเป็นจุดพบปะ

  

ศูนย์รวมนัดพบ 

            จุดพบปะ คือ ร้านกาแฟ ทุกคนแม้ต่างศาสนาก็สามารถเข้ามาที่จุดนัดพบแห่งนี้ได้มาแลกเปลี่ยนความคิด ประสบการณ์การดำเนินชีวิต พูดคุยเรื่องข่าวสาร เหตุบ้านการเมือง ร้านกาแฟจึงเป็นเสมือนสิ่งเสพติดที่ผู้คนในชุมชน  ต้องมาพบกันเป็นประจำทุกเช้าอย่างขาดเสียมิได้ แม้ในทุกวันนี้  ร้านกาแฟก็ยังเป็นจุดนัดพบของชุมชน

 

              

  ร้านโชห่วย หรือร้านค้าขายปลีกขนาดเล็กๆ คนรุ่นใหม่อาจจะไม่ค่อยได้ยิน ไม่ค่อยได้เห็น ไม่ค่อยได้ใช้บริการมากนัก เนื่องจากในปัจจุบัน ร้านโชห่วยได้ปรับระบบการจัดการ ให้มีระบบระเบียบมากขึ้น และแปรสภาพมาเป็นร้านสะดวกซื้อ ที่มีอยู่มากมาย  บรรยากาศเก่าๆ ของร้านค้าเมื่อหลายสิบปีก่อน เป็นบรรยากาศหนึ่งที่หลายๆ คนอยากจะเห็น อยากจะสัมผัสอีกสักครั้ง ด้วยมนต์เสน่ห์ของรอยยิ้ม มิตรไมตรี การนำเสนอขายสินค้า ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และเป็นกันเองของพ่อค้าแม่ขาย ตลาดคลองสวน ที่มีอายุมากกว่า 100 ปี ที่มีบรรยากาศในอดีต ที่อบอวลด้วยมนต์เสน่ห์แห่งการซื้อขายแลกเปลี่ยน นักท่องเที่ยวจะสัมผัสได้ ทั้งคนท้องถิ่นที่ยังนิยมมาจับจ่ายใช้สอย เลือกซื้อสินค้าในชีวิตประจำวัน หรือจะนั่งชิมอาหารอร่อยๆ ชมบรรยากาศเก่าๆ ได้อย่างเต็มอิ่ม

การจัดการทางราชการ 

  

                ปัจจุบันตลาดคลองสวน 100 ปี โดยความดูแลของ สำนักงานเทศบาลตำบลเทพราช อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา และสำนักงานเทศบาลตำบลคลองสวน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ได้สนับสนุนให้ชุมชน ร่วมกันอนุรักษ์บ้านเรือน รวมทั้งการดำเนินชีวิตให้คงไว้ ซึ่งวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย และส่งเสริมให้ตลาดคลองสวน เป็นแหล่งท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรม นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาเรียนรู้ดูวิถีชีวิต รวมทั้งสิ่งปลูกสร้าง ที่ยังมีกลิ่นอายในรัชสมัยรัชกาลที่ 5

บรรยากาศในตลาดคลองสวนและเอกลักษณ์เฉพาะตัว

               

                   ที่ตลาดคลองสวนมีเสน่ห์ตรงที่มีสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่า ของบ้านเรือนทุกหลังรวมทั้งสิ่งปลูกสร้าง ที่ยังมีกลิ่นอายในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 อยู่ พร้อมกับบรรยากาศเก่า ๆแบบโบราณ รวมถึงวิถีชีวิตร่วมสมัยย้อนยุคกว่า100 ปีที่แล้วที่ยังคงมีชีวิต ที่เราสามารถเข้าไปสัมผัสได้จริง และชิมอาหารอร่อยทั้งอาหารคาวหวานที่มีสูตรเฉพาะ ขนมหวาน กาแฟสูตรโบราณดั้งเดิม ชมของเก่า ร้านโชห่วย หรือร้านค้าขายปลีกขนาดเล็กๆซึ่งหาดูได้ยากในปัจจุบัน ซึ่งทั้งหมดเราสามารถเข้าไปชมได้ในตลาดแห่งนี้แห่งเดียว

                แป๊ะหลี คือสีสันที่สำคัญของตลาด

  

               ด้วยสองมือที่ชงกาแฟโบราณรสชาติเข้มข้นกลมกล่อมมีรสชาติเฉพาะตัวมาแล้วกว่า 70 ปี บวกกับสำเนียงเสียงพูดที่กล่าวต้อนรับทุกคนที่เข้ามาภายในตลาดและเป็นกันเอง ทำให้ร้านกาแฟโบราณ ในตลาดคลองสวน ที่เชื่อแป๊ะหลี กาแฟโบราณ เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ที่ใครเข้ามาตลาดคลองสวนแล้วก็ต้องเข้ามากินกาแฟที่ร้านแห่งนี้ก่อนกลับออกไป และเพื่อจะได้เห็นตัวจริงเสียงจริงของมือชงกาแฟรสชาติเยี่ยม ที่ชื่อแป๊ะหลี บรรยากาศหน้าร้านกาแฟสุดจะคึกคักมีคนเข้าไปชิมกาแฟกันเป็นจำนวนมาก เป็นมนต์เสน่ห์อีกอย่างของตลาดคลองสวนแห่งนี้ที่ต้องเข้าไปสัมผัส…. 

สะพานสูง

  

              

  สะพานสูงที่ตั้งอยู่โดดเด่นกลางตลาดเป็นสะพานไม้ที่มีความสูงและชันมาก และเมื่อเดินขึ้นไปข้างบนสะพานจะโยกเล็กน้อยทำให้เป็นสะพานที่ต้องใช้ความกล้าในการข้ามพอสมควร  แต่ชาวตลาดเขาก็ใช้สะพานแห่งนี้ข้ามไปข้ามมาเป็นประจำ  สะพานนี้ชื่อ อัศวาณิชย์  ได้รับการซ่อมแซมมาแล้วหลายครั้ง เหตุที่ต้องสูงมากขนาดนี้ก็เพราะว่า ในสมัยก่อนมีเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่จะต้องผ่านคลองนี้ จึงต้องสร้างให้สูงเพื่อให้พ้นเรือขนาดใหญ่ แม้ในปัจจุบันไม่มีเรือใหญ่ผ่านแล้ว  ชุมชนก็ยังคงอนุรักษ์สะพานนี้ไว้ให้คงอยู่เป็นอนุสรณ์บนพื้นน้ำ และอยู่กับชุมชนตลาดคลองสวน

จุดเด่นของตลาด

  • ตลาดคลองสวนเป็นตลาดเก่าแก่ ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5
  • เป็นตลาดที่มีพื้นที่ 2 จังหวัดคือ ตำบลเทพราช อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา และตำบลคลองสวน อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ
  • มีสิ่งก่อสร้าง ทั้งบ้านเรือน ร้านค้า วัด มัสยิด ที่มีสถาปัตยกรรมสวยงามและเป็นเอกลักษณ์ทางด้านประวัติศาสตร์
  • มีขนมและอาหารทั้งของดั้งเดิมและแบบใหม่ให้เลือกชิมมากมาย

จุดด้อยของตลาด

  • การเดินทางโดยรถประจำทางค่อนข้างลำบากเพราะ ตลาดคลองสวนนั้นตั้งอยู่ลึกเข้าไปจากถนนสายหลัก
  • วันธรรมดาจะมีร้านค้าเปิดน้อย
  • ทางเดินคับแคบเต็มไปด้วยร้านค้า สะพานข้ามคลองชำรุดไม่ได้รับการซ่อมแซม เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ
  • ไม่มีป้ายแผนผังบอกเส้นทางการเดินชมตลาดและสถานที่สำคัญ
  • แม่น้ำลำคลองมีสภาพที่แห้งแล้ง

ข้อเสนอแนะ

  • ควรจะจัดให้มีเรือขายสินค้าและเรือพายสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการนั่งชมบรรยากาศตามแม่น้ำ
  • ควรจะมีการดูแลความสะอาดตามแม่น้ำ ไม่ให้มีเศษขยะและผักตบชวามากเกินไป  เพราะทำให้น้ำเน่าเสียได้
  • ควรจะมีรถให้เช่าสำหรับบริการเข้า-ออก ตลาดน้ำ
  • สะพานมีสภาพที่ใกล้ชำรุดแล้ว ควรมีการซ่อมแซมเพื่อป้องกันการเกิดอันตราย
  • ควรมีการเปิดร้านจำหน่ายของสลับกัน เป็นวันธรรมดาสลับกับวันหยุด เพราะถ้าหากผู้ใดไปเที่ยวในวันธรรมดาก็จะไม่ค่อยมีร้านค้าเปิดจำหน่าย
  • ควรอนุรักษ์ตลาดให้อยู่ในรูปแบบเดิมมากที่สุด ไม่ควรเปลี่ยนแปลงให้ต่างไปจากเดิมมากนักเพื่อเป็นเอกลักษณ์ของตลาดเก่าแก่แห่งนี้ตลอดไป
  • ควรจัดที่นั่งและโต๊ะไว้สำหรับให้นักท่องเที่ยวได้พักผ่อน รับประทานอาหาร จากการเดินเที่ยวชมตลาด
  • ควรจัดทัศนียภาพบริเวณรอบตลาดและสถานที่จอดรถให้ดูร่มรื่น สวยงาม
  • ควรจะมีการทำความสะอาด  เพราะมีหยากไย่อยู่ตามมุมบ้านและร้านค้าต่างๆ

วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับตลาด หมายถึง งานวรรณกรรมที่มีเรื่องราวส่วนใดส่วนหนึ่งเกี่ยวข้องกับตลาด เช่น ตัวละครมีวิถีชีวิตที่เกี่ยวพันกับตลาด มีฉากหรือบทบรรยายที่กล่าวถึงตลาด หรืองานประพันธ์ที่บรรยายถึงตลาด แนะนำตลาดในเชิงการท่องเที่ยว

เรื่อง อยู่กับก๋ง

ผู้แต่ง หยก บูรพา

สำนักพิมพ์บรรณกิจ

แด่ก๋ง…คนจีนผู้รักแผ่นดินไทย และเข้าใจคนไทย

หยก บูรพา

ก๋งเป็นคนจีนทั้งเชื้อชาติและสัญชาติ เข้ามาอยู่เมืองไทยในฐานะผู้พึ่งโพธิสมภารกษัตริย์ไทย ตั้งแต่อายุ 18 ปี บำเพ็ญตนเยี่ยงข้าแผ่นดิน ข้าธุลีละอองพระบาทที่ดีจนตลอดชีวิตอันยากไร้ เคารพกฏหมายไทย รักแผ่นดินไทย เข้าใจคนไทย

“อยู่กับก๋ง” เรื่องเล่าเกี่ยวกับก๋ง ผ่านบันทึกของเด็กชายหยก หลานชายวัย 12-13 ขวบ หยกเป็นเด็กกำพร้า แต่ก็เติบโตอย่างอบอุ่นภายใต้การเลี้ยงดูของก๋ง แม้บางครั้งเขาก็ยังรู้สึกถึงความไม่สมบูรณ์ของตัวเอง หยกมักสงสัยว่าทำไมตนจึงไม่มีพ่อแม่เหมือนคนอื่น เมื่อหยกถามก๋ง ก๋งก็จะตอบเพียงว่าไว้โตขึ้นก๋งจะเล่าให้ฟัง และเมื่อเซ้าซี้หนักขึ้น ก๋งก็จะย้อนถามหยกว่า…ทำไมต้องถามถึงพ่อกับแม่ หยกอยู่กับก๋งไม่มีความสุขหรอกหรือหยกจึงจำต้องปิดปากเงียบ

จนวันหนึ่งหยกได้พบเห็นเด็กกำพร้าที่ถูกเอามาทิ้งไว้ หยกจึงได้เข้าใจว่าโลกนี้ยังมีเด็กโชคร้ายอีกหลายคนนัก และเพื่อนเขาบางคนเช่น ป้อม ลูกชายของ คุณนายทองห่อ กับคุณปลัด ที่แม้จะมีพ่อแม่พร้อมหน้า หากหยกได้รู้ความจริงว่าภายใต้รอยยิ้มนั้น มีแต่การปั้นหน้าใส่กัน หยกจึงเข้าใจว่า การที่เขามีก๋งคอยให้ความรักกับเขาอย่างแท้จริงต่างหากที่ทำให้เขาเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แล้ว

เรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้

ผู้แต่ง นิพพานฯ

สำนักพิมพ์ผีเสื้อ

“ผีเสื้อและดอกไม้” เป็นวรรณกรรมเยาวชนที่ทั้งสะเทือนใจและงดงาม มันบอกถึงสภาพสังคมที่แท้จริง เมื่อเด็กต้องพบกับจุดเปลี่ยนของชีวิต ซึ่งต้องสูญเสียวัยเยาว์หรือความเป็นเด็กไปอย่างไม่มีวันกลับ ตัวฮูยันเป็นเด็กเรียนเก่ง พี่ชายที่ดี และลูกที่ดีของพ่อ แต่แล้ววันหนึ่งเมื่อครอบครัวไม่มีเงินจะส่งเสีย เขาต้องขายไอติมช่วยพ่อเพื่อเลี้ยงครอบครัวและน้อง จุดพลิกผันของนวนิยายก็อยู่ที่เมื่อฮูยัน ตัดสินใจพบมิมปี และถูกชวนให้ทำงานขนข้าวสาร พ่อต้องกลายเป็นคนขาพิการ ท้ายที่สุดฮูยันก็เหมือนจะหลงลืมสิ่งที่เขาเคยเป็น

เรื่อง รักเกิดในตลาดสด

ผู้แต่ง นราวดี

สำนักพิมพ์ดับเบิ้ลนายน์

ตลาดนี้มีแต่ของสดๆ ใหม่ๆ

ทั้งข้าวของผักปลาและข่าวชาวบ้าน

เป็นเรื่องราวของหนุ่มขายผักแผงละพันที่ความรักเล่นตลกให้ไปหลงรักกับแม้ค้าปลาแผงละหมื่น ซึ่งเมื่อความรักเกิดขึ้นในตลาดก็ไม่สามารถรอดพ้นหูพ้นตาของบรรดาแม่ค้าในตลาดไปได้ ความรักของชายหนุ่มจึงกลายเป็นหัวข้อสนทนาทุกครั้งไป จนข่าวไปเข้าหูว่าที่แม่ยาย ทำให้ชายหนุ่มต้องเผชิญกับฤทธิ์ของนางจนเรื่องวุ่นวายไปทั้งตลาด

เรื่อง ในตลาดมีชีวี ในวิถีมีชีวิต

ผู้แต่ง ประชาคม ลุนาชัย

สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์

เป็นสารคดี เล่าถึงวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนเก่าๆ หลายจังหวัด (กรุงเทพฯ- ราชบุรี-แม่กลอง-เพชรบุรี-สุพรรณฯ) ส่วนใหญ่เป็นแม่ค้าในตลาด หรือตลาดน้ำ ซึ่งเป็นสถานที่ที่คนคุ้นชื่อกันดี เช่นบางนกแขวก อัมพวา หัวหิน โพธาราม ฯลฯ แต่ไม่ใช่หนังสือนำเที่ยว เน้นนำเสนอแง่คิดในการดำรงชีวิต กลวิธีการเขียนคล้ายนวนิยายหรือเรื่องสั้น แต่เนื้อเรื่องเป็นชีวิตคนจริงๆ ไม่ใช่เรื่องแต่ง บางเรื่องภายในเล่ม: ตลาดเมืองสามน้ำ, ล่องดำเนินเพลินท่าคา, ระหว่างทางไปโพธาราม, หัวหินไม่สิ้นมนตร์ขลัง, ผ่านบางม้ามาสามชุก ฯลฯ

เรื่อง ตลาดในชีวิต ชีวิตในตลาด

ผู้แต่ง สมรักษ์ ชัยสิงห์กานานนท์ บรรณาธิการ, กิตติพร ใจบุญ ,อธิตา สุนทโรทก, ฆัสรา ขมะวรรณ มุกดาวิจิตร, ดำรงพล อินทร์จันทร์, ศิรินทร์ ใจเที่ยง

สำนักพิมพ์ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)

รวมบทความที่ศึกษาเกี่ยวกับตลาดในประเทศไทยจากอดีตถึงปัจจุบัน ทั้งการปรับตัวการต่อสู้และการสร้างสรรค์เพื่อการมีชีวิตอยู่เพราะตลาดไม่ ใช่เพียงพื้นที่แลกเปลี่ยนสินค้าเท่านั้น หากยังเป็นพื้นที่ของความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนมาช้านาน

เรื่อง ตลาดน้ำ : วิถีชีวิตของชุมชนทิ่อาศัยอยู่ริมน้ำ

ผู้แต่ง อุดม เชยกีวงศ์

สำนักพิมพ์ภูมิปัญญาสร้างสรรค์

รวบรวมของเด็ดของดีพร้อมบอกเส้นทางเดินทางสำหรับตลาดน้ำ ตลาดโบราณที่น่าสนใจหลากหลายแหล่งด้วยกัน เพื่อเอาใจมือเก่าหัดใช้ มือใหม่หัดช็อปที่ต้องการหลีกหนีความจำเจ หรือนักท่องเที่ยวผู้แสวงหาความหลุดพ้นจากสังคมเมืองและโลกของเทคโนโลยี คุณจะได้สัมผัสกับบรรยากาศในแบบฉบับวิถีชาวบ้าน พร้อมสูดอากาศบริสุทธิ์ ลิ้มรสอาหารต่างยุคที่หากินได้ยาก ราคาไม่แพง และแวะซื้อแวะชมของเล่นโบราณของพื้นบ้านทำมือ ร่วมซึมซับบรรยากาศเก่าๆ กับบ้านไม้สองฝั่งซ้ายขวาอายุราวกว่า 100 ปี

ที่ที่พ่อค้าแม่ค้าใจดียิ้มแย้มเป็นกันเองเสมือนหนึ่งเป็นลูกหลานเหมือนญาติในละแวกเดียวกันยังไงยังงั้น หากใครที่เคยไปยลโฉมถึงถิ่นมาแล้ว จะหลงมนต์เสน่ห์ตลาดเก่าเข้าให้อย่างจัง หากใครยังไม่เคยไปสัมผัส ข้อมูลครบถ้วนที่คัดสรรมาไว้อย่างดีแล้วในหนังสือเล่มนี้ จะช่วยเป็นไกด์นำทางชั้นดีให้กับคุณ

เรื่อง คู่มือท่องเที่ยว 15 ตลาดบก 16 ตลาดน้ำ

ผู้แต่ง กองข่าวสารท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

สำนักพิมพ์การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

วิถีชีวิตของคนไทยกับ “ตลาด” เป็นสิ่งที่แยกกันไม่ได้ การไปตลาดมิใช่เพียงเพื่อซื้อหาของกินของใช้เท่านั้น แต่ยังแสดงถึงสายสัมพันธ์ที่อบอุ่นเอื้อเฟื้อมีน้ำใจแบบไทย ๆ ตลาดจึงเป็นสถานที่ซึ่งหลายคนหวนกลับไปหลาย ๆ ครั้ง เพื่อเติมเต็มความสุขเล็ก ๆ ที่ไม่อาจลืม

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจึงได้จัดทำคู่มือท่องเที่ยว “15 ตลาดบก 16 ตลาดน้ำ” โดยได้รวบรวมตลาดโบราณที่มีประวัติความเป็นมา วิถีชีวิต และกิจกรรมที่น่าสนใจ ควรค่าแก่การอนุรักษ์ และเที่ยวชม มานำเสนอไว้ในเล่มเดียวกันเพื่อเป็นคู่มือสำหรับการเดินทางไปสัมผัสวิถีที่เรียบง่าย ชิมอาหารรสชาติโบราณ ซื้อของพื้นบ้าน ฟังเรื่องราววัยเด็กจากภาพแห่งความทรงจำที่ผู้ใหญ่ได้ถ่ายทอดให้ลูกหลานฟัง และเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ช่วยเก็บรักษาอัตลักษณ์อของเราเองเอาไว้ เพื่อเตือนให้เรารำลึกถึงรากของความเป็นไทยที่ไม่ควรลืมเลือน

ตลาดเก่าศรีประจันต์ 

                ตลาดศรีประจันต์ แต่เดิม ก็คือชุมชนริมฝั่งแม่น้ำสุพรรณบุรี(ท่าจีน) ฝั่งตะวันออก เป็นที่ค้าขายสินค้า ที่ผู้คนทั่วไปมักจะ มาแวะซื้อข้าวของเครื่องใช้ อาทิ ข้าวสารอาหารแห้ง ผักสด ปลาเป็น หมากพลู ผลไม้ เสื้อผ้าและของใช้ที่จำเป็นจากที่ต่าง ๆ ฯลฯ มาซื้อขายแลกเปลี่ยนกันอยู่เป็นประจำ จนทำให้กลายเป็นตลาดย่อม ๆ อีกทั้งบริเวณด้านใต้วัดยางจะมีหาดทราย ในระหว่างที่เรือสินค้าจอดรอน้ำขึ้น ลง ทางการจึงตั้งด่านเก็บภาษีจากเรือที่วิ่งผ่าน จึงเรียกด่านนี้ว่า ด่านขนอน (บ้านหัวขนอน ในปัจจุบัน) (ขนอน แปลว่า ภาษี)
                 ต่อมาจึงมีการสร้างท่าเทียบเรือขึ้นเพื่อขนถ่ายสินค้า หรือมาต่อเรือเมล์เพื่อเดินทางเข้าเมืองสุพรรณบุรี หรือกรุงเทพฯ ซึ่งเมื่อการซื้อขายสินค้าเจริญเติบโตมากขึ้น เจ้าของที่ดินจึงได้สร้างห้องไม้ชั้นเดียวขึ้น ทางด้านเหนือของหมู่บ้านให้เช่าทำการค้า เรียกว่า ตลาดเหนือ
                ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ ชาวตลาดเหนือบางส่วนได้อพยพมาเช่าที่ดินของวัดยาง ได้สร้างห้องแถวไม้ ๒ ชั้น เป็นตลาดลักษณะแถวยาวเรียงต่อกันไปตามริมฝั่งแม่น้ำ ชาวบ้านจึงนิยมเรียกว่า ตลาดโรงยาว (ตลาดใต้) ส่วนพ่อค้าชาวจีนเรียกตลาดนี้ว่า บ่วนกั่งตั๊กลั๊ก ซึ่งอาจจะเห็นว่าฝั่งตรงข้ามกับตลาดมีวัดบ้านกร่างซึ่งเป็นศาสนสถานเก่าแก่ มีผู้คนไปทำบุญกันมากและเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป เมื่อเรียกชื่อตลาดบ้านกร่างจึงเป็นที่เข้าใจกันในหมู่ของคนจีน ซึ่งได้มีการก่อสร้างวางผังตลาดใหม่เป็นอย่างดี มีถนนเข้าออกโดยรอบ และมีตลาดสดอยู่ตรงกลาง ทำให้ตลาดศรีประจันต์ ดูเป็นหมวดหมู่ จึงเกิดเป็นตลาดสดวัดยางขึ้น และในปี พ.ศ. ๒๓๙๖ ได้จัดสร้างตลาดไชยานุภาพและเป็นตลาดสดศรีประจันต์ นับแต่นั้นมา
                นามว่าศรีประจันต์ แต่เดิมมีผู้เข้าใจว่าเป็นการนำชื่อตัวละครในเรื่องขุนช้างขุนแผนมาตั้ง อันที่จริงไม่ใช่ คำว่าศรีประจันต์มาจาก คำว่า “ศรี” แปลว่า ความดี ความสมบูรณ์ “ประจันต์” แปลว่ากั้น หรือ ปลายแดน เมื่อรวมความจึงแปลว่า เขตอันสมบูรณ์

ตลาดผ้านาข่า อุดรธานี

 

                  ตลาดผ้านาข่า  ตั้งอยู่ติดถนนมิตรภาพ อุดร-หนองคาย  อยู่ภายในหมู่บ้านนาข่า  ซึ่งเป็นหมู่บ้านหัตถกรรมผลิตผ้าหมี่-ขิด ซึ่งเป็นผ้าพื้นเมืองที่มีสีสันและลวดลายที่สวยงามเป็นที่นิยมของคนทั่วไป  ซึ่งตลาดผ้าแห่งนี้เป็นตลาดผ้าที่จำหน่ายผ้าพื้นเมือง  เสื้อผ้าสำเร็จรูป  ของที่ระลึกอื่น ๆ  ในราคาถูก ในแต่ละวันจะมีที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เดินทางผ่านไป-มา นิยมแวะซื้อสินค้าพื้นเมืองอยู่เป็นประจำ จนเกิดมีร้านค้าเกิดขึ้นกว่า 70 ร้าน ทั้งอยู่ริมถนนมิตรภาพ และในหมู่บ้านนาข่าซึ่งอยู่ติดกับวัดนาคาเทวี  นอกจากนั้นตลาดผ้านาข่ายังเป็นศูนย์รวมสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์จากทั่วทุกภาคของประเทศ นำมาวางจำหน่ายที่ตลาดผ้าแห่งนี้  ทำให้ปัจจุบันตลาดผ้าแห่งนี้กลายเป็นศูนย์กลางการผลิตและกระจายสินค้าพื้นเมือง  จนเป็นที่มาของ “นาข่าถิ่นน่าอยู่  พัฒนาไปสู่ศูนย์กลางการผลิตและกระจายสินค้าพื้นเมืองที่สำคัญผ้าพื้นเมืองที่นี่  ยังได้รับรางวัลชนะเลิศจากการประกวดผ้าไทยมาแล้วนับไม่ถ้วน 

ตลาดร่มหุบ

 

       ตลาดร่มหุบ หรืออีกชื่อหนึ่งว่า ตลาดแม่กลอง แต่ชาวบ้านมักจะเรียกว่า ตลาดเสี่ยงตาย เป็นตลาดที่ติดอยู่กับสถานีรถไฟแม่กลอง และก็เป็นส่วนหนึ่งของตลาดเทศบาลจังหวัดสมุทรสงคราม

       ตลาดร่มหุบ เริ่มมาตั้งขายบริเวณทางริมรถไฟ ประมาณปี พ.ศ. 2527 เป็นตลาดที่อยู่บนทางรถไฟ สายแม่กลอง-บ้านแหลม พ่อค้า-แม่ค้า ตั้งแผงสองข้างทางรถไฟ ส่วนลูกค้าก็อาศัยทางรถไฟเป็นถนน สำหรับจับจ่ายซื้อของ นักท่องเที่ยวหลายคนใช้วิธีท่องเที่ยว โดยการมาขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟบ้านแหลม มายังสถานีรถไฟแม่กลอง  นักท่องเที่ยวจะตื่นเต้นกับสีสันของตลาดแห่งนี้ ทันทีที่ได้ยินเสียงระฆังหรือธงที่โบกสะบัด จากนายสถานี และเริ่มจับตามองต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เรียกได้ว่าเป็นงาน (เข้า)ประจำของพ่อค้าแม่ขายทั้งหลายเหล่านี้ แต่เป็นเสน่ห์และความสนุกสนานของบรรดานักท่องเที่ยวนั่นเอง ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่กระจาด กระบุง ตะกร้า จะถูกจัดวางเข้า ๆ ออก ๆ อย่างเป็นระเบียบและรวดเร็วภายในพริบตา รถไฟขบวนนี้เป็นสายสั้น จากสถานีมหาชัยถึงสถานีแม่กลอง (จำนวน 2 โบกี้) กำหนดเวลาเดินรถไฟสายแม่กลอง-บ้านแหลม

ตลาดพลอย

 

หมายถึง บริเวณถนนศรีจันท์และตรอกกระจ่าง นับเป็นถนนเศรษฐกิจของจังหวัด ผู้ประกอบธุรกิจด้านอัญมณีจะมาซื้อขายพลอยและอัญมณีต่าง ๆ เป็นประจำทุกวันเพราะเป็นที่ตั้งของร้านเจียระไนพลอยและร้านค้าอัญมณี ซึ่งอาจนับได้ว่าสถานที่แห่งนี้เป็นตลาดค้าพลอยเจียระไนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ สามารถเห็นบรรยากาศการซื้อขายพลอย ของบรรดานายหน้าและพ่อค้าพลอย ซึ่งเป็นแหล่งค้าพลอยที่ใหญ่ที่สุดในจันทบุรี มีร้านซื้อขายพลอยดิบและพลอยเจียระไน ตลอดจนธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับพลอยเต็มสองฟากถนน จนขนานนามกันว่าเป็นถนนสายพลอย หรือ ถนนอัญมณี ซึ่งมีพลอยหลายชนิดให้เลือกซื้อเลือกชมกัน ตั้งแต่ราคาไม่กี่ร้อยไปจนถึงราคาเรือนแสน  การซื้อขายพลอยคึกคักที่สุดในช่วงวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ มีทั้งร้านเปิดโล่งและร้านติดแอร์ ตั้งเรียงรายอยู่สองฝั่ง ถ. ศรีจันทร์ พ่อค้าจากต่างเมืองจะมานั่งประจำโต๊ะรับซื้อพลอยและมีพ่อค้าพลอยจากต่างประเทศเช่นจากศรีลังกา จากแอฟริกา นำพลอยมาค้าขายและ มาซื้อหาพลอยกลับไปด้วย  แต่ละโต๊ะมีอุปกรณ์สำคัญในการดูพลอย ทั้งคีมคีบ แว่นขยาย เครื่องคิดเลข และตาชั่งสำหรับชั่งน้ำหนักพลอยเป็นกะรัต พร้อมสรรพ  แม้ปัจจุบันบรรยากาศการซื้อขายพลอยบน ถ. ศรีจันทร์ ไม่รุ่งเรืองและคึกคักเช่นในอดีต แต่ก็เป็นตลาดพลอยแห่งเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่  นักท่องเที่ยวสามารถชมการเจียระไนพลอย การโกลนพลอยได้ด้วย ที่เดินทางมาจากที่ต่าง ๆ กันทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ นอกจากนี้ยังมีการค้าขายพลอยดิบอีกด้วย โดยจะเปิดตลาดในช่วงเช้าเวลา 08.00 น. จนถึงประมาณ 15.00 น. มีนายหน้าหรือตัวแทนซื้อขายพลอยมาชุมนุมต่อรองราคากันอย่างคึกคัก นับเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของเมืองจันทบุรีซึ่งไม่อาจพบได้ในจังหวัดอื่น   ตลอดระยะเวลา 10 ปี ก่อน  ที่ผ่านมาเป็นระยะที่ตลาดอัญมณีของโลกรุ่งเรืองมากตลาดพลอยของจันทบุรี จึงนับว่าเป็นตลาดพลอยที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลกด้วยและเหตุเพราะที่ตลาดใหญ่กระแสเงินตราจึง สะพัดมากที่สุดในภูมิภาคแห่งนี้จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าที่เมืองจันทร์ได้รับขนานนามว่า” เมืองเพชรเมืองพลอย จนกระทั่งการขุดหาและการทำเหมืองแร่ทับทิม ที่จังหวัดตราดซบเซาลงไป ทำให้ตลาดพลอยเมืองจันทบุรีซบเซาลงไปอย่างเห็นได้ชัด

ตลาดน้ำท่าคา

 

ตลาดนัดทางน้ำที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณ พ.ศ.2480 เป็นเวลา 60 กว่าปี มาแล้ว เดิมชาวบ้านเรียกว่า ตลาดนัดท่าคา โดยมีประชาชนในพื้นที่และประชาชนจากจังหวัดใกล้เคียงมาซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าการเกษตรเป็นจำนวนมาก เป็นสภาพการดำรงชีวิตแบบพื้นบ้านของจังหวัดสมุทรสงครามที่มีมาแต่ดั้งเดิม เนื่องจากวิถีชีวิตส่วนใหญ่ของชาวจังหวัดสมุทรสงครามเป็นวิถีชีวิตแบบชาวสวน และแบบชาวประมง จึงนำสินค้าและผลผลิตจากสวนมาแลกเปลี่ยนซื้อขายกับอาหารทะเล ณ บริเวณตลาดน้ำท่าคา ทำนบท่าคา สร้างเป็นทำนบเล็กๆ กั้นน้ำเค็มจากคลองแม่กลองไม่ให้ไหลเข้าคลองท่าคา สินค้าบางส่วนจะวางขายกันบนทำนบ บางส่วนจะขายกันในเรือ ตลาดนัดแต่ละครั้งจะมีประชาชนพายเรือมาซื้อขายและเปลี่ยนสินค้ากัน

ตลาดน้ำดอนหวาย


        ตั้งอยู่ที่ ต. บางระทึก อ. สามพราน จ.นครปฐม ริมแม่น้ำท่าจีน ความยาวของตลาดประมาณ 300 เมตร อยู่ติดกับวัดคงคารามดอนหวาย
ตลาดมีลักษณะตัวอาคารเป็นอาคารไม้เก่า ๆ ตั้งแต่อดีตสมัยรัชกาลที่ 6 ที่อยู่ติดริมแม่น้ำท่าจีน มีพ่อค้า แม่ค้า นำสินค้า และอาหารมาจำหน่ายในบริเวณวัดดอนหวาย มีตลาดนัดสินค้าทางการเกษตรที่วัดดอนหวายทุกวัน ตั้งแต่เวลา 07.00-18.00 น. และมีเรือบริการนำเที่ยวชมทิวทัศน์ของสองฝั่งแม่น้ำท่าจีน  ตลาดเริ่มบูมตั้งแต่ปี 42-43 สมัย IMP ข้าวของแพง คนไทยประหยัด จึงค้นหาสินค้าราคาประหยัด  เดิมทีเป็นเพียงตลาดภายในชุมชนที่ไม่ได้ใหญ่โตหรือมีชื่อเสียงโด่งดังอะไร ในยุคที่การสัญจรและการค้าขายทางน้ำยังคับคั่ง ชาวบ้านจะพายเรือแจวมาซื้อหาข้าวปลาอาหาร ที่ตลาดดอนหวายกันทุกวัน จนมาชั่วเวลาหนึ่ง สีสันการค้าขายของชุมชนแห่งนี้ก็จืดจางลงไป เนื่องจากมีการสร้างถนนวัดไร่ขิง ตัดผ่านหน้าชุมชนเมื่อประมาณ 30ปีที่แล้ว เป็นเหตุให้ชาวบ้านหันไปซื้อหาของจากนอกชุมชนแทน เพราะการเดินทางสะดวกขึ้น พ่อค้าแม่ขายในตลาดดอนหวาย จึงต้องโยกย้ายแหล่งทำมาหากินไปอยู่ที่อื่น ตลาดดอนหวายเกือบจะกลายเป็นตลาดร้าง มีร้านค้าอยู่ไม่ถึง 10 ร้านที่ยังคงยืนหยัดค้าขายอยู่  จนมาวันหนึ่ง ประมาณปีครึ่งที่ผ่านมา เมื่อทีมงาน “เที่ยวไป กินไป” จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ นำทีมโดย พลเอก โอภาส โพธิแพทย์ ได้เดินทางไปรับประทานเป็ดพะโล้ที่ร้านนายหนับ และตีพิมพ์เรื่องราวเป็ดพะโล้รสอร่อยของร้านนายหนับ และบรรยากาศตลาดดอนหวายสู่สาธารณชน ตั้งแต่วันนั้นก็เสมือนว่า ตลาดดอนหวายได้เกิดใหม่เป็นครั้งที่ 2 เพราะเช้าวันรุ่งขึ้น ตลาดดอนหวายก็เต็มไปด้วยผู้คนนับร้อยที่ต้องการมาพิสูจน์ความเอร็ดอร่อยของอาหารชนิดต่าง ๆ และชื่นชมบรรยากาศเก่า ๆ ที่นับวันจะหายากขึ้นทุกที พ่อค้าแม่ขายที่เคยย้ายไปค้าขายอยู่ที่อื่น เมื่อรู้ข่าวว่าตลาดดอนหวายกลับมาคึกคักอีกครั้ง ต่างก็พร้อมใจกันกลับมาค้าขาย ณ ตลาดเดิม พ่อค้าแม่ค้าจากที่ไกล ๆ เช่น อยุธยา ปทุมธานี ระยอง ฯลฯ ก็นำสินค้ามาจำหน่ายด้วย จำนวนร้านค้าจึงเพิ่มมากขึ้น สินค้าก็หลากหลายไปกว่าแต่ก่อน ประกอบกับรายการโทรทัศน์ และสื่อชนิดต่าง ๆ ทยอยกันทำข่าวเกี่ยวกับอาหารบ้าง เกี่ยวกับตลาดบ้างไม่เว้นแต่ละวัน อีกทั้งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ก็ช่วยประชาสัมพันธ์อีกแรงหนึ่ง ตลาดดอนหวายจึงมีชื่อเสียงโด่งดังอย่างรวดเร็ว